ตัวแทนจากสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ เข้าตรวจสอบเอกสารและสอบถามรายละเอียดกับนายจันทร์ นามสมมุติ อายุ 64 ปี และ นางมี (นามสมมติ) อายุ 57 ปี ชาวบ้านสบห้วยฟาน ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ หลังจากญาติได้ประสานขอความช่วยเหลือจากคณะอนุกรรมการสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ กรณีนางมี ถูกหลอกให้เซ็นเอกสารกู้เงินธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาอำเภอสะเมิง ตั้งแต่ปี 2552 จนปัจจุบันเป็นหนี้สะสมรวมทั้งหมด 279,861.50 บาท เพื่อรวบรวมข้อมูล และเอกสารในการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายกับนางมี ผู้เสียหาย เล่าว่า ตนกับสามีอ่านหนังสือไม่ออก อาศัยอยู่บ้านกับลูกที่สติไม่สมประกอบส่วนลูกอีก 2 คนไปทำงานต่างจังหวัด ก่อนปี 2552 นายจันทร์ สามีตนพร้อมเพื่อนในกลุ่มรวมทั้งหมด 5 คน ได้ขอสินเชื่อจากธนาคารแห่งหนึ่งลักษณะเป็นสมาชิกกู้เงินเป็น กลุ่มค้ำประกันซึ่งกันและกัน ทำให้สามีตนเป็นหนี้กับธนาคารทั้งหมด 2 หมื่นบาท แต่พอถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ นายจันทร์ ไม่มีเงินพอที่จะชำระหนี้ หัวหน้ากลุ่มจึงได้เสนอจะจ่ายเงินชำระหนี้ให้ก่อนรวมเป็นเงิน 2 หมื่นบาท หลังจ่ายหนี้เดิมแล้ว
จากนั้นสามีตนได้กู้เงินจากธนาคาร อีก 3 หมื่นบาท เพื่อคืนเงินให้หัวหน้ากลุ่ม 2 หมื่นกว่าบาท รวมดอกเบี้ย ต่อมาอีก 2-3 วันหัวหน้ากลุ่มได้มาที่บ้านพูดคุยเรื่องที่เคยให้ความช่วยเหลือพร้อมกับแจ้งว่าจะตัดชื่อสามีออกจากบัญชีของสมาชิกธนาคารและให้ตนเป็นสมาชิกแทนสามี หลังจากนั้น ปี พ.ศ.2552 เจ้าหน้าที่ธนาคารได้มาที่บ้านเพื่อเอาเอกสารประกอบด้วยทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน เพื่อทำสำเนาเปิดบัญชีธนาคาร 200 บาท ซึ่งตนระบุว่าไม่มีเงิน แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่เป็นไร ต่อมาอีก 2-3 วัน เจ้าหน้าที่ธนาคารมาขอให้เซ็นเอกสารเพื่อกู้เงินซึ่งตนได้ปฏิเสธ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ธนาคารได้มาอีกครั้งโดยอ้างว่าจะให้เงินกู้ 5,000 บาท และบอกว่าให้ไปเซ็นเอกสารและไปรับเงินวันศุกร์ แต่ก็ไม่ได้รับเงินตามที่เจ้าหน้าที่บอกแต่อย่างใดจึงไม่สนใจ ต่อมาปี 2556 ตนได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดต้องพักฟื้นอยู่หลายปี มาทราบภายหลังจากมีคนเอาสมุดบัญชีธนาคารมาให้ 3 เล่ม ระบุว่าตนได้เป็นหนี้ธนาคาร 150,000 บาท หลังจากนั้นช่วงเดือนธันวาคมปี 2561 จึงได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมที่ศูนย์ดำรงธรรม อ.สะเมิง แต่ไม่มีความคืบหน้า ระหว่างนั้นตนได้รับหนังสือแจ้งหนี้จากธนาคารตลอดจึงร้อนใจ ร้องทุกข์ที่ อบต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง ซึ่งทาง อบต.ได้ส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564ได้เดินทางไปที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการฟ้องร้องจากธนาคารหลังจากนี้ไม่ต้องไปเซ็นเอกสารใดๆ จากธนาคาร
หลังจากนั้นได้รับเอกสารจากธนาคารหลายฉบับ แต่ตนอ่านไม่ออกจึงสอบถามลูกหลานทราบว่าเป็นเอกสารใบจัดสรรชำระหนี้ ใบแจ้งหนี้ ทำให้เกิดความไม่สบายใจไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับหนี้สินที่มีและไม่ได้เงินมาใช้แม้แต่บาทเดียว ต่อมาจึงได้เดินทางไปที่ธนาคาร หลายครั้งเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บอกว่าจะทำหนี้ให้เป็นศูนย์ให้ บางครั้งก็ถูกไล่ออกจากธนาคาร และครั้งล่าสุดได้นำหนังสือแจ้งหนี้ไปพบเจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ระบุหากได้รับหนังสือก็ให้ฉีกทิ้งถ้าฉีกไม่ไหวก็จะช่วยฉีกให้ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ธนาคาร หาว่าเป็นบ้าไล่ออกจากธนาคาร ต่อมาเมื่อปี 2567 ตนได้รับการติดต่อจากธนาคาร ว่ากลุ่มคนที่มีรายชื่อค้ำประกันเงินกู้ได้มายื่นเงื่อนไงให้ตนไปเซ็นเอกสารหากยอมไปเซ็นจะทำให้เรื่องหนี้สินกลายเป็นหนี้ศูนย์ซึ่งตนปฏิเสธ ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีหนังสือแจ้งจากธนาคารว่าตนมีหนี้สินรวมดอกเบี้ยทั้งหมด 279,861.50 บาท ทำให้ตนกับสามีเกิดความไม่สบายใจตอนนี้ก็อายุมากแล้วต้องดูแลลูกที่สติไม่สมประกอบรายได้ที่มีได้จากการทำไร่ ทำสวน ทอผ้าไม่มีปัญญาจะหาเงินมาใช้หนี้ก้อนนี้เกรงว่าหากจากโลกนี้ไปจะทิ้งหนี้ไว้ให้กับลูกทั้ง 3 คน
ขณะที่นายท็อป (นามสมมติ) ลูกของนางนางมี กล่าวว่า หลังจากทราบเรื่องตนพยายามช่วยเหลือแม่ เนื่องจากทั้งพ่อและแม่อ่านหนังสือไม่ออกแต่เขียนชื่อตัวเองได้เท่านั้น ซึ่งจากการสั่งเกต บัญชีธนาคารทั้ง 3 เล่มที่ได้รับมาหลังจากไปอยู่ที่ไหนไม่รู้นานหลายปี ซึ่งสมุดเล่มแรกในรายการระบุว่าวันที่ 23/03/52 มีการฝากเงินเปิดบัญชี 200 บาท ต่อมา 19/05/52 เงินเข้าบัญชี 150,000 บาท และถอนเงิน 150,000 และมีการฝากเงิน 2 พันบาทในวันเดียวกันหลังจากนั้นก็ไม่มีรายละเอียด ส่วนบัญชีธนาคารเล่มที่ 2 และเล่มที่ 3 คาดว่าจะมีการเปลี่ยนสมุดบัญชีแทนเล่มแรก เนื่องจากมีรายละเอียดเงินเชื่อมโยงกัน แต่จะมีจะมีเงินฝากครั้งล่ะ 3-4 พันบาท และถอนทันทีหลายครั้งซึ่งคาดว่าจะมีคนจ่ายค่างวดให้จนหลังๆ ไม่มีการฝากเงินเลย จนมีหนังสือแจ้งหนี้จากธนาคาร
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาหลังจากแม่ทราบว่าเป็นหนี้ธนาคารแม่ไม่เคยนิ่งนอนใจพยายามติดต่อธนาคารหลายครั้งแต่ถูกหลอก ถูกไล่ จนเกิดความเครียด ถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ หลังได้รับหนังสือจากธนาคารและพยายามเดินทางร้องขอความเป็นธรรมจากหลายหน่วยงาน แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าทำตนและคนในครอบวิตกกังวลและเกิดความเครียดตลอด ประกอบกับตนไปทำงานอยู่ไกลก็มีความเป็นห่วงทั้งเรื่องสุขภาพเกรงว่าจะล้มป่วยไปอีก นอกจากนี้ตนและพี่น้องต่างกังวลว่าหากแม่มีอันเป็นไปภาระหนี้สินจะตกไปสู่ลูกหลานในอนาคต จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือครอบครัวของตนด้วย